วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2562
'Me'
Hi!
I' m Nitaya Jongkon or you can call me Saimai.
I'm an English teacher at Khanom Pittaya School, Nakhon Sri Thammarat
Welcome and nice to meet everyone who visits this blogger.
Finally, I hope you enjoy with the knowledge from this blogger.
Bye!
วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเรียนการสอนรายหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
จากการเรียนวิชาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาอังกฤษ
รายวิชานี้ได้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคนิคการสอนภาษาที่หลากหลาย
โดยอยู่ภายใต้แนวคิดแก่นหลักของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจากการศึกษาในรายวิชานี้จะเห็นได้ว่าหากครูมีความรู้ในการนำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมาใช้
ก็จะทำให้รู้แจ้งในวิธีการกำหนดเป้าหมาย
ในการสอนจัดการเรียนรู้แก่นักเรียน
และบริหารกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนได้อย่างมีคุณภาพ ตามสาระและมาตรฐานการเรียนรู้นั้นๆ
นั่นก็หมายความว่าในการออกแบบแผนการเรียนการสอน ครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ในเรื่องของหลักสูตรการจัดการเรียนรู้อย่างชัดเจนเพื่อที่จะนำไปสู่การออกแบบแผนการสอนที่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้สาระและตัวชี้วัดในหลักสูตรจะเป็นตัวนำไปสู่กานจัดตั้งวัตถุประสงค์ที่มีความสอดคล้องกัน
ฉะนั้นแล้วหากดิฉันในฐานะนักศึกษาครูมีความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้อย่างกระจ่างแล้ว
ก็จะทำให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่ตรงตามวัตถุประสงค์และสร้างหรือเลือกเครื่องมือในการวัดและประเมินได้ตามตัวชี้วัดที่ต้องการสอนในแต่ละสาระ
และมาตรฐาน และวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไป
รวมทั้งมีความครอบคลุมกับกิจกรรมที่ครูมอบหมายให้นักเรียนได้เรียนรู้ปฏิบัติอีกด้วย
จากการเรียนในรายวิชานี้ ทำให้ได้เกิดความเข้าใจถึงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
ที่ประกอบไปด้วยสาระ และมาตรฐานสำหรับการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษไว้ทั้งสิ้น 4 สาระ 4Cs นั้นคือ สาระที่หนึ่ง Language for Communication, สาระที่สอง
Language for Culture, สาระที่สามLanguage and Relationship
with Other Content, สาระที่สี่ Language and Relationship
with Community and the World ลึกลงไปในแต่ละสาระจะมีมาตรฐานและตัวชี้วัดกำหนดเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้เอาไว้
ในรายวิชาภาษาต่างประเทศได้มีการคลอบคลุมทักษะภาษาและการนำไปใช้ไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งทักษะการฟัง
พูด อ่าน เขียน
เพื่อให้นักเรียนได้เกิดพัฒนาการตามตัวชี้วัดในระดับชั้นเรียนที่ระบุไว้อย่างชัดเจน
ทำให้ครูผู้สอนสามารถออกแบแผนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากเกิดการเรียนรู้ในรายละเอียดและเนื้อหาของหลักสูตรแล้ว
ดิฉันก็ยังเกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นในทฤษฏีหรือหลักการสอนภาษาต่างๆ ทั้ง The
Direct Method คือ การสอนโดยชี้ให้เห็นโครงสร้างก่อนแล้วค่อยสอนให้เห็นถึงตัวอย่าง
รายละเอียดอื่นๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการสอนแบบ Indirect
Method ที่สอนให้เห็นถึงตัวอย่าง รายละเอียดต่างๆ ก่อนแล้วค่อยสอนให้เห็นโครงสร้าง
อีกทั้งยังสามารถพบได้ทั่วไปในแผนการสอนแบบPPP นอกจากนี้ยังมีวิธีการสอนแบบThe
Audio-lingual Method ที่เน้นการออกเสียง การสื่อสารกัน
โดยให้ผู้เรียนฝึกซ้ำๆ จนเกิดความคล่องแคล่วแล้วก็นำไปปฏิบัติจริงได้ นอกจากนี้Task – based ก็ถือได้ว่าเป็นวิธีการสอนหนึ่งที่มีความน่าสนใจ
เพราะเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติของผู้เรียนเอง
ไม่ว่าจะเป็นงานเดี่ยว งานคู่
หรืองานกลุ่มที่ร่วมมือกันทำจนได้ผลของงานและเกิดการเรียนรู้ขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางที่ว่า เน้นผู้เรียนสำคัญ
ครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)ในการจัดการเรียนรู้เท่านั้น
นอกจากวิธีสอนแล้ว
เทคนิคการสอนภาษาก็นับว่ามีความสำคัญอย่างมากเช่นเดียวกันในการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยในปัจจุบัน
จากการเรียนรู้จากรายวิชานี้สามารถพบได้ว่าพบได้ว่าในชั้นเรียน
ปัจจุบันจะมุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถสื่อสารในชีวิตประจำวันได้
ซึ่งจะแตกต่างกับการสอนภาษาอังกฤษในอดีตที่ครูผู้สอนจะเน้นให้นักเรียนเรียนไวยากรณ์เพื่อเพียงแค่สอบผ่านมากกว่าการสนทนา
ดังนั้นการนำกิจกรรมหรือเทคนิคการสอนที่น่าสนใจที่นำมาใช้เน้นทักษะการสื่อสารมาใช้ในชั้นถือเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้
เช่น Role Play, Chain Drill, Information Gap, Chant, Game และวิธีการสอนต่างๆอีกมากมายที่จะทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารได้
นอกจากนี้ก็ยังส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น
Pair Work, Group Work
ที่ส่งเสริมให้ชั้นเรียนเกิดการเคลื่อนไหว ไม่น่าเบื่อหน่าย ซึ่งด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ก็จะทำให้ผู้เรียนมีเจตนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาและเกิดการเรียนรู้ที่ต่อยอดได้อีกสืบเนื่องต่อไป
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณอาจารย์นิรุธ ชุมสวัสดิ์ ที่ได้ให้คำแนะนำที่ดีในการพัฒนานักศึกษากาครูอย่างดิฉันให้เกิดการเรียนรู้และมอบความรู้อันดีเหล่านี้ให้ดิฉันนำไปใช้ในการพัฒนาการสอนภาษาอีกสืบไป
ประเมินการสอนของครู
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูนั้นมีหลายประเด็นและหลายด้านด้วยกันที่สามารถนำไปใช้ได้ในการสอนของดิฉัน
ซึ่งกำลังจะไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในอนาคต
ซึ่งโลกในยุคโลกาภิวัตน์นี้มีการเปลี่ยนแปลง
ปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอให้เท่าทันยุคสมัยและการเรียนรู้ของเด็กก็จะไม่หยุดพัฒนา
การสอนของครูนั้นมีทั้งสิ่งที่ดิฉันรู้สึกว่าแปลกใหม่และท้าทายน่าเสาะแสวงหาเรียนรู้
และในขณะเดียวกันก็ยังมีอยู่บ้างบางสิ่งที่อยากให้ครูปรับรูปแบบการสอนให้ดีขึ้น
พร้อมทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในการเรียนรู้และต่อยอดความคิดในการเป็นครูสอนภาษาในยุคไร้พรหมแดนในศตวรรษที่21 ส่วนสิ่งที่ดิฉันจะวิพากษ์และ ประเมินประกอบไปด้วยประเด็นต่างๆ เหล่านี้
ประการแรกคือ การสอน ประการต่อมาคือ บุคลิกภาพ และประการต่อมาคือ การพิจารณา/
การวิพากษ์การสอบสอน (Micro Teaching)
ประการแรกของการวิพากษ์และประเมิน
คือ การสอนของครู
การสอนของครูจะมีรูปแบบการสอนที่แตกต่างไปจากของครูที่ได้เรียนรู้มาบางส่วน
กล่าวคือ ครูจะเน้นให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมใช้กระบวนการคิดงานของนักศึกษาเอง
เน้นการค้นคว้าจากสื่อต่างๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ และหนึ่งในผลที่ได้จากการไปศึกษาตามเว็บไซต์หรือสื่อที่ครูได้แนะนำมา
ที่ดิฉันคิดว่าสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงๆ
และมีความน่าสนใจต่อผู้เรียนวัยต่างๆ คือ เว็บไซต์BBC Learning/ BBC
Teaching ซึ่งดิฉันได้ไปศึกษาและเห็นแผนการจัดการเรียนรู้มากมาย
และที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย แต่ละแผนการเรียนรู้ก็จะแนบสื่อมาด้วย
ทำให้ง่ายต่อการนำมาประยุกต์ ดัดแปลงให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่ดิฉันจะสอน นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ประเด็น
แผนการสอนให้ผู้เรียนมีจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง ความรู้ คูคุณธรรม
ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนของนักศึกษาในภายภาคหน้าอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ดิฉันอยากแนะนำอาจารย์ในการมอบหมายงานคือ
การมีตัวอย่าง ในงานชิ้นนั้นๆ ให้นักศึกษาดูเป็นแนวทางก่อนดำเนินการทำงาน
แต่ดิฉันเข้าใจความปรารถนาดีของอาจารย์ที่จะให้นักศึกษาคิดนอกกรอบ
ไปดูตัวอย่างจากอินเตอร์เน็ตและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ
แต่บางแหล่งก็อาจจะได้ข้อมูลไม่ตรงกับความต้องการของอาจารย์สักเท่าไรนัก
ฉะนั้นแล้วดิฉันจึงคิดว่าการให้ตัวอย่างของชิ้นงานก็มีความสำคัญของการสอนอีกประการหนึ่ง
อย่างไรก็แล้วแต่การเป็นครูนั้นก็ไม่ใช่เพียงว่าสอนดีแล้วเป็นพอ
หากแต่ต้องประกอบด้วยสิ่งสำคัญอื่นๆด้วย อย่างที่ดิฉันจะกล่าวในประเด็นถัดไป
นอกจากเนื้อหา
สาระวิชาการที่ครูได้แนะแนวทางให้แล้ว
ประการที่สองบุคลิกภาพของคนเป็นครูก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่คนเป็นครูต้องมี ดิฉันคิดว่าครูเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดี
ทำตัวเหมาะสม แต่งกายเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ มีความตรงต่อเวลาอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการเรียนการสอนของครู
อีกทั้งหากครูทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี
มีบุคลิกภาพที่ดีแล้วยังจะส่งผลให้ศิษย์มีความเชื่อมั่น
ความศรัทธาในตัวครูและรวมทั้งรายวิชาที่เรียนอยู่เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็แล้วแต่
หากครูมีบุคลิกภาพและพฤติกรรมที่แย่แล้วมาสอนนักศึกษาที่จะไปครูในอนาคต
ดิฉันคิดว่าจะบั่นทอนความเชื่อถือต่อตัวครูท่านนั้นและบั่นทอนต่อรายวิชาที่คุณครูที่มีพฤติกรรมแย่สอนด้วย
เช่น จากประสบการณ์ที่ดิฉันได้พบเจอมีการนำอาหารมารับประทานในคาบเรียนเป็นประจำในขณะที่นักศึกษากำลังนำเสนองาน
ทำข้อสอบ และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่สำหรับครูแล้วดิฉันคิดว่ามีพฤติกรรมและบุคลิกภาพที่ต่างกันอย่างมาก
อาจารย์ค่อนข้างเคร่งครัด จนบางครั้งทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนดูตึงเครียดเกินไป
ด้วยอาจจะเป็นเพราะบุคลิกลักษณะหรือสีหน้าส่วนตัวหรืออย่างไรก็แล้วแต่
ดิฉันอยากให้อาจารย์ดูผ่อนคลายลงบ้างค่ะหากสามารถปรับได้ และประเด็นต่อมาเป็นประเด็นสุดท้าย
ถือว่าเป็นประเด็นที่ได้ความรู้นำมาใช้ปรับสอนได้อย่างดีเลยทีเดียว นั่นก็คือประเด็นสุดท้าย
การสอบสอน (Micro Teaching)
การสอบสอนของอาจารย์ค่อนข้างละเอียด
และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของนักเรียนในหลายๆ ด้านด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง ขั้นตอนกระบวนการสอนศัพท์
หรือขั้นตอนการสอนโครงสร้างทางไวยากรณ์ รวมทั้งการแนะนำนำสื่อการสอนต่างๆ
หลากหลายมาใช้ใน แต่อย่างไรก็แล้วแต่
ในหลายๆ โรงเรียนนั้นยังขาดแคลนซึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกซ์ เครื่องฉาย
ห้องแล็บทางภาษา จึงเป็นไปได้ยากอย่างยิ่งที่จะนำสื่อที่ทันสมัย
น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนบางอย่างมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนจริงๆ ทั้งการสอนแบบซ้ำๆ
ตามรูปการสอนAudio-lingual อีกด้วย
ซึ้งใช้เป็นแนวคิดในการสอนศัพท์ให้แกนักเรียนได้ดีเลยทีเดียว
อีกทั้งรูปแบบการวัดประเมิน รูบริคแบบต่างๆ
ดิฉันก็เพิ่งได้หัดนำมาใช้ออกแบบการวัดให้เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนการสอนในวิชานี้
ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการวัดผลการเรียนรู้ของนักเรียน
แต่อย่างไรก็แล้วแต่
อยากให้อาจารย์นำรูปแบบรูบริคบางอย่างมาแสดงให้ทุกคนได้เห็นกันหน้าชั้นเรียนว่ารูปแบบรูบริคของเพื่อนคนนั้นๆ
มีข้อดีอย่างไร เช่น รูบริคเชิงการวัดพัฒนา อาจารย์บอกว่าดีมาก
แต่อาจารย์ก็ไม่ได้นำมาแสดงเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาทั้งชั้นได้เห็นพร้อมกัน
จึงอยากให้ปรับแก้ไขในกรณีอย่างนี้ด้วยจะดีมากค่ะ เพราะคนอื่นๆ
ก็จะได้ทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน
สรุปจากการที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์มา
ทำให้ดิฉันได้ความรู้ทั้งในด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ การทำงานอย่างเป็นระบบกระบวนการ
การตรงต่อเวลา และการบริหารจัดการสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเนื้อหา
กิจกรรมและระดับของผู้เรียนอย่างเหมาะสมและน่าสนใจ
ดิฉันได้ทดลองปฏิบัติจากการนำแนวคิด Communicative Language
Approach (CLT) มาใช้ในการจัดการเรียนรู้
โดยใช้หลักการสอนแบบTask-based คือการให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยการให้นักเรียนลงมือทำ
จากการจัดการเรียนรู้ หรือสื่อต่างๆ ที่ครูได้แนะนำมาให้
ซึ่งครูก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสอน หรือที่เรียกว่า Facilitator
เท่านั้น นักเรียนคือผู้ลงมือปฏิบัติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Active
Learner นั่นเอง
วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557
Nattakarn Sukyoy's Micro Teaching Reflect
Due to Nattakarn’s
micro teaching on the 22nd October, 2014, I would like to reflect
her teaching to develop and adopt some useful techniques in my teaching in the
future. Her micro teaching is related to “House Chore” The
time required in this lesson is 50 minutes. I found that her micro teaching is
quite useful lesson, but she looks so exciting. It can be said that this work
needs to be developed and improved. Lesson plan “House Chore” consists of learning
standards, objectives, instructional materials, evaluation, lesson plan
outline, and rubric. There are three parts in her teaching activities. First, it is the pre-task for greeting and introducing the lesson. Second, it is the task cycle for students to practice and do the activities about house chore.
Nattakarn's micro teaching was quite interesting. She began the lesson by showing the video about the house chore. Then she taught the concerning vocabulary about house chore such as , mop the floor , dusting , sweep the floor ,and so on. Next , she let students play game about the lesson that they have learnt. Two team volunteer of five came in the front of the class and played guessing game. Both team members must stand in line and the first person picked the picture. Then , they tried to act to tell the next person what the picture is. Finally, the last person had to answer what the picture is, for example, if the first student picks the picture of mopping the floor , he has to act like mopping to tell what the picture is. The language focus of the lesson is the modal verb "have to". The students then had to practice conversation from the dialogue provided and answer the questions relating to the conversation. Next, teacher picked up the language focus and explained how to use it. Finally, she finished the class, by summarizing the lesson that students have learnt and follow by saying goodbye.
To sum up, Nattakarn' s micro teaching is good and easy for young learner to understand. But, there is something that should be developed. Firstly, it is the way to describe the contents of the lesson. It might affect students to lost of attention on it as possible. Second, it is the handout and the exercise she provided should be more interesting, because it seems boring. Finally, I would like to suggest that she should put more activities that makes students have an interaction between each other.
Dao-Ratchadar' s Micro Teaching Reflect
Dao-Ratchadar’s micro teachingo took place on 23rd October, 2014. Her micro teaching had both advantages and disadvantages of teaching in the real classroom. Her lesson was about how to sort the garbage to the correct bins. According to recycle is the important thing that should to teach students to know about it. Recycle is the best way
that has positive impact on the world.
It is importance for both the natural environment and us.
Recycle is the process of sorting, remanufacturing or converting of used or waste products to be the new ones. When
students learn how it good for us and our world, it will help the world to get
rid of the global warming. In this lesson plan it helps students to learn how
to sort
rubbish in to three include paper, can and bottle in the easy way. Teacher can create the fun activity and have
authentic material to encourage students to learn effectively. Moreover, the chant about how to sort rubbish,
it is very interesting for students to remember what they have learnt. The topic that teacher taught students can
take it to use in their real life and support their public mind.
In conclusion, Dao-Ratchadar used the task base
learning in her micro teaching properly. It makes student to learn language from the task that they did. Moreover, the lesson she had taught is about public mind which is the necessary for students to learn to be a good person. Nevertheless, I would like her to improve her classroom language, because her language was not clear to understand.
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557
Ornpatthra Promchan's Micro Teaching Reflect
Ornpatthra Promchan's micro teaching had both good and useless things. Accordingly, I would like to reflect her micro teaching to discuss what is strength and weakness in her lesson. Her lesson related to "Warning". Surely, it was not about public mind. There were three parts in her teaching. The first part is pre-task, then task cycle, and language focus. Is it really useful for language learning lesson? Here are some reflect about her micro teachiing.
Ornpatthra started the lesson by greeting the students to attract the students' interest. Next, she gave students worksheet and played the conversation and do the exercise. She checks the correctness and gave students read conversation after she told the answers. Next, she taught the vocabulary by opened sound for students practice like foreigner by she let students repeat after sound. After that, she divided students into five groups for present the conversation about warning from given pictures. When students ready they go to present in the front of class.
In conclusion, Ornpatthra's micro teaching was not so interesting because it lacked of the movement in the class. Moreover, there were no interactions between teacher and students to work together. She should pick the various and interesting materials in classroom. It made students bored. In addition, her classroom language was not clear. If she can improve these, it will be better for her teaching.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

